บทความไม้สัก

      

 

 

 

ประตูไม้สัก...กับความนิยมตลอดกาล...

ต้องยอมรับได้เลยว่า ไม้สักนั้น เรานิยมนำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์  โดยเฉพาะนิยมนำมาทำเป็นประตู เพราะด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม ทั้งยังคงทนใช้ได้ยาวนาน ซึ่งด้วยความสวยงามของไม้ และความคงทนนั้น ทำให้การใช้ประตูไม้สัก นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งตัวประตูเองก็มีหลากหลายแบบ หรือหลากหลายเกรดให้เลือกใช้ เราจึงควรทำความรู้จักประตูไม้สักเสียก่อน เพื่อสามารถเลือกนำมาใช้ให้ได้คุณภาพ  โดยไม้สักแบ่งออกเป็นหลายเกรด ขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตของไม้สัก ความชื้นในเนื้อไม้ ความทนทาน และที่มาของไม้สัก เป็นต้น ซึ่งนั่นทำให้ราคาของ ประตูไม้สัก มีความแตกต่างกัน ทั้งที่เป็นไม้ชนิดเดียวกัน

ความแข็งแรงของประตูจากไม้

ประตูจากไม้ มีด้วยกันหลายประเภท แตกต่างกันตามชนิด ลวดลาย วิธีการทำ และขนาดของไม้ที่นำมาใช้ เช่น ประตูไม้เต็งจะให้ลวดลาย สี และอารมณ์อีกแบบหนึ่ง  ขณะที่จากไม้ยางพารา  ทำให้เกิดความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าพูดกันถึงประโยชน์ใช้สอยแล้ว  ประตูจากไม้สัก มีความโดดเด่น เนื่องจากเป็นไม้จริงชนิดเดียวที่ไม่ค่อยเปลี่ยนสภาพตามภูมิอากาศและไม่ผุง่าย เพราะถ้าเป็นไม้ชนิดอื่น เมื่อโดนน้ำมากเข้า หรือมีความชื้นมาก ก็อาจเกิดการโก่งตัว หรือที่เรียกว่า บวม หรือไม่ก็เกิดปรากฎการณ์ประเภทที่เรียกว่า หด ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการเปิดปิดซึ่งพบมากช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว หลายคนเลยเลี่ยงไปใช้ประตูพลาสติกแทน แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ไม่สวยงามและชำรุดเสียหายง่าย คงไม่มีใครอยากจะได้วัสดุพลาสติกเป็นแน่แท้ ที่หน้าบ้าน เพราะส่วนใหญ่มักใช้ติดตั้งที่ห้องน้ำฉะนั้น ความคงตัวไม่ยืดหดง่ายของไม้สัก จึงเป็นข้อดีซึ่งเด่นกว่าไม้จริงอื่นๆ

– หากเป็นบานภายนอกที่เป็นไปได้ว่าจะโดนแดดหรือฝน ก็ควรจะทาเคลือบโพลียูรีเทน หรือสีทาไม้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการป้องกัน เพื่อความสวยงามและคงทน เนื่องจากราคาค่างวดของมันนั้นไม่ใช่น้อย

– หากเป็นบานภายใน ไม่ต้องใส่ใจเยอะมากขนาดนั้นก็ได้

วิธีการเลือกประตูไม้สัก

ในเบื้องต้นเลือกได้ด้วยตนเอง สามารถ ดูที่สีของเนื้อไม้สัก  เพราะถ้าเป็นประตูไม้สักทอง จะมีลวดลายของเนื้อไม้สวยงาม และมีสีน้ำตาลอมเหลืองทอง  บอกได้เลยว่าทั่วไปแล้วการเลือกประตูไม้สักดูง่ายๆ จากพื้นผิวที่สวยเนียนเรียบ รูปแบบของไม้เป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อ  โดยพื้นผิวที่ดีนั้นได้จากการเก็บรักษาไม้  แต่ประตูไม้สักมีอยู่หลายเกรดหลายราคา ขึ้นอยู่กับงบประมาณในการซื้อของผู้ซื้อ ทั้งยังต้องคำนึงถึงขนาดบานประตู รวมวงกบ ระยะการเปิดประตูที่จะไม่ชนกับผนัง สภาพบานประตูที่ซื้อควรเปิด-ปิดได้เต็มที่ หรือไม่ก็ใช้แบบบานเลื่อนก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบ และการใช้งานของตัวบ้าน  แต่ถึงอย่างไรควรปรึกษากับช่าง หรือทางร้านเพื่อความแน่ใจ  เพราะบางประตูเหมาะสำหรับใช้งานภายใน หรือภายนอก ซึ่งแตกต่างกันรวมถึงราคาที่ต้องคำนึงว่าอยากได้ไม้เกรดดีประมาณไหน

แหล่งเลือกประตูไม้สัก

โดยประตูไม้สักนี้ส่วนใหญ่จะมีมากในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมกับช่างชำนาญการที่มีความรู้โดยหากพูดถึงในกรุงเทพฯ  สามารถพบได้ที่ย่านบางโพ หรือที่รู้กันในชื่อถนนสายไม้ (ประชานฤมิตร) ซึ่งมีร้านให้เลือกสรรกันทุกแบบ ทุกราคา ทุกคุณภาพ แต่จะเป็นการที่เราต้องเดินเลือกเอง เพราะมีอยู่หลายสิบร้าน ซึ่งแต่ละร้านคุณภาพไม้ก็แตกต่างกันหลายเกรด   แต่หากดูง่ายๆว่า เป็นของแท้ ของจริงนั้น หมายถึง ไม้ที่เนื้อสวยเป็นมาตรฐาน   ดูได้จากลายไม้ไม่มีรอยต่อ มีลวดลายละเอียด และควรจะมีการอบไล่ความชื้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันการโก่งหรือหดตัวของไม้สักนั้น  เพราะฉะนั้นการเลือกไม้สัก หรือตัวประตูไม้สักเอง ควรใช้เวลาในการพิจารณาจากหลายๆ ร้าน  ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่  อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจนะครับ...

ไม้สักที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ในจ.แพร่ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่...

1.ไม้สักเรือนเก่า...เป็นไม้สักที่คุณภาพดีที่สุด ไม่หดตัว ลายไม้สวย มีแกนไม้เยอะ สีน้ำตาลเข้ม เป็นไม้จากบ้านเรือนหรือส่ิงก่อสร้างอื่นที่ปลูกสร้างไว้เป็นนานแล้ว โดยนำไม้จากส่วนประกอบต่างๆของบ้านหรือสิ่งก่อสร้างดังกล่าว มาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่ครับ เช่น ตู้ เตียง ประตู หน้าต่าง ฯลฯ

2.ไม้สักออป.  "ออป." ย่อมาจาก "องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้" ชาวบ้านที่จ.แพร่ เรียกว่า "ไม้ ออป." หรือ "ไม้ อป." เป็นไม้สักที่มีคุณภาพรองจากไม้เรือนเก่า...มีความแกร่งของเนื้อไม้ค่อนข้างมาก เนื่องจากปลูกในสภาพพื้นที่ที่เป็นภูเขา อัตราการหดตัวมีน้อยกว่าไม้สัก นส. อายุไม้สักออป.ที่ตัดมาใช้งาน ประมาณ 25 ปี ขึ้นไป และหากอายุไม้มากกว่า 40 ขึ้นไป จะเรียกว่า "ไม้ซุง" เนื่องจากจะมีขนาดลำต้นใหญ่

3.ไม้สัก นส.  "นส." ย่อมาจาก "หนังสือแสดงสิทธิทำกิน" หรือ นส.3 นั่นเองชาวบ้านที่จ.แพร่ จะเรียกว่า "ไม้นส." เป็นไม้สักที่มีคุณภาพต่ำที่สุด ปลูกในป่า/สวน/พื้นที่ราบทั่วไป เป็นไม้ที่มีความแกร่งของเนื้อไม้น้อย อัตราการหดตัวมีมากกว่าไม้สักออป. อายุไม้สักนส.ที่ตัดมาใช้งานไม่แน่นอน แล้วแต่อายุการตัดไม้ของเจ้าของสวน ซึ่งส่วนใหญ่จะตัดขายเมื่อไม้มีอายุ 10 ปีขึ้นไป

***ซึ่งทั้งไม้ออป.และไม้นส. จะต้องนำมาปรับปรุงคุณภาพก่อนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้แก่ การอบ การพึ่งแดด การแช่น้ำ การย่าง เป็นต้น เพื่อป้องกันการหดตัวและการบิดงอของไม้ บางคนก็จัดประเภทไม้เป็นเกรดต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเลือกครับ  เช่น A+, A , B , B+ , C  ซึ่งการจัดเกรดไม้ส่่วนใหญ่จะใช้อายุของไม้เพื่อจัดแบ่งเกรด รองลงไปเป็นการใช้ลายเนื้อไม้และตำหนิของไม้เพื่อจัดแบ่งเกรด โดยการจัดเกรดไม้ของแต่ละโรงงานแต่ละร้าน จะไม่เหมือนกันนะครับ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การปรับปรุงคุณภาพไม้มากกว่าครับ เพราะหากไม่มีการปรับปรุงคุณภาพไม้หรือทำให้ไม้แห้งก่อนนำมาประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์ ถึงจะจัดเป็นเกรด A ก็จะมีปัญหาไม้แตก หดหรือบิดงอ ตามมาทีหลังได้ครับ

 คุณสมบัติของไม้...

        โดยที่ไม้เกิดจากต้นไม้หลายชนิด คุณสมบัติในด้านต่างๆ ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ จึงมีความแตกต่างกัน ไม่แต่ละชนิดย่อมเหมาะสมกับงานแต่ละอย่างมากน้อยไม่เหมือนกัน ในงานก่อสร้างเรามักคำนึงถึงความแข็งแรง และความทนทานในประดิษฐกรรม เครื่องเรือน หรือส่วนประกอบเครื่องจักรกล ซึ่งต้องการความสวยงาม และแนบเนียนในการเข้าไม้ เราอาจคำนึงถึงลวดลายในไม้ การหดหรือการพองตัว ความยากง่ายในการไสกบตกแต่ง ตลอดจนการลงน้ำมัน ในการทำลังใส่ของเราอาจคำนึงถึงความหนักเบาและความยากง่ายในการตอกตะปู ในการทำเยื่อกระดาษเราสนใจถึงปริมาณส่วนประกอบทางเคมีของไม้ และลักษณะเส้นใย ร่วมทั้งความยากง่ายในการฟอกสี

ความชื้น หมายถึง...

         ความชื้น หมายถึง น้ำที่มีอยู่ในไม้ มีความสัมพันธ์ต่อคุณสมบัติของไม้ในด้านต่างๆ อย่างสำคัญยิ่ง ปริมาณความชื้นไม้นิยมแสดงเป็นค่าส่วนร้อยของน้ำหนักเนื้อไม้แท้ๆ ซึ่งความชื้นในไม้หาได้จากสูตร

         %ความชื้นไม้ = (ก-ล)x100/ล    *โดย ก หมายถึง น้ำหนักก่อนอบ  ล หมายถึง น้ำหนักหลังอบ

         เช่น ไม้ชิ้นหนึ่ง ชั่งน้ำหนกขณะที่มีความชื้นอยู่ได้ 112 กรัม หลังจากนำเข้าเตาอบจนกระทั่งน้ำระเหยไปหมด ชั่งอีกครั้งหนึ่งได้น้ำหนักเหลือ 100 กรัม เมื่อคำนวณแล้วได้ความชื้นของไม้ = (112-100) x 100/100 = 12% น้ำหนัก 12 กรัมที่หายไป คือ น้ำหนักน้ำ คิดเป็นส่วนร้อยของน้ำหนักไม้ได้ร้อยละ 12

         ตามปกติ ไม้จะมีความชื้นอยู่ในตัวเสมอไม่มากก็น้อย ในขณะที่ถูกตัดโค่นลงใหม่ๆ ความชื้นอาจมีแตกต่างกันระหว่างร้อยละ 60-300 หรือสูงต่ำกว่านั้น และมีบรรจุอยู่ทั้งในช่องเซลล์ และผนังเซลล์ เมื่อปล่อยไว้ในอากาศหลังจากตัดทอนหรือแปรรูปเป็นแผ่นแล้ว ไม้จะค่อยๆแห้งลงเอง โดยที่น้ำในช่องเซลล์จะแห้งไปก่อนจนถึงระดับหนึ่งซึ่งความชื้นในผนังเซลล์ยังมีอยู่เต็ม แต่ความชื้นในช่องเซลล์หมดไป เราเรียกความชื้นระดับนี้ว่า "จุดหมาด" ความชื้นที่จุดหมาดของไม้ชนิดต่างๆ มีค่าไล่เลี่ยกันระหว่างร้อยละ 25-30  ไม้ที่มีความชื้นสูงกว่าจุดหมาดเรียกว่า "สด" ไม้ที่หมาดแล้วนี้จะต้องเสียความชื้นต่อไป จนกระทั่งได้ส่วนสัมพันธ์กับความชื้นในอากาศโดยรอบ ไม้ที่แห้งจนได้ส่วนสัมพันธ์กับความชื้นในอากาศแล้วนี้ เรียกว่า "แห้ง" หรือ แห้งในอากาศ สำหรับประเทศไทยปริมาณความชื้นไม้แห้งจะมีค่าเปลี่ยนแปรอยู่ระหว่างร้อยละ 10-16 หรืออาจสูงต่ำกว่าได้นี้บ้าง ตามความเปลี่ยนแปรความชื้นในอากาศของฤดูกาลต่างๆ เป็นที่สังเกตว่า การที่จะไม่ให้มีความชื้นเหลืออยู่เลยตามธรรมชาตินั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะทำการอบด้วยเตาอบ มีอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น สภาพที่ไม้มีความชื้นเป็นศูนย์เช่นนี้ เรียกว่า "อบแห้ง" 

 

Visitors: 82,741